วันอังคารที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2556

--> ความรู้คู่สุขภาพ & ความงาม (2)


ความรู้คู่สุขภาพ & ความงาม (2)


 


❀4 สูตรหน้าใสได้ด้วยตัวเอง ❀ 
                                 
1. สูตรเพิ่มความสดชื่นเปล่งปลั่งให้กับผิวหน้า 
ให้ท่านล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นจนสะอาด จากนั้นนำแอปเปิ้ลที่ยังไม่ปลอกเปลือกครึ่งผล

มาปั่นพอละเอียด แล้วนำมาพอกหน้าเว้นเปลือกตาทิ้งไว้ประมาณ 25 นาที ล้างออก 


2. สูตรลดริ้วรอย ทำให้หน้านวลใส 
ให้นำแอปเปิ้ลครึ่งผลมาปั่นพอละเอียด  จากนั้นก็นำมะนาวมาคั้นเอาแต่น้ำ ประมาณ 

1 ช้อนชาใส่ลงไป  แล้วผสมให้เข้ากัน  จากนั้นนำมาพอกให้ทั่วหน้า  เว้นบริเวณรอบ
ดวงตาไว้ ทิ้งไว้ 10นาที แล้วล้างออก 


3. สูตรหน้าเด้ง ไม่หยาบกร้าน 
นำโยเกิร์ต 3 ช้อนโต๊ะมาผสมกับมะเขือเทศลูกเล็ก ๆ  ประมาณ 3 ลูก  ปั่นโยเกิร์ตกับ

มะเขือเทศพอละเอียด แล้วนำมาพอกหน้าให้ทั่ว โดยเว้นรอบดวงตา ทิ้งไว้ 15 นาที 
แล้วล้างออก 


4. สูตรขัดหน้าขาว และลดริ้วรอยหมองคล้ำ 
นำโยเกิร์ต 1 ถ้วย แล้วผสมกับเกลือป่นละเอียด 1 ช้อนโต๊ะผสมให้เข้ากัน นำมาพอก

ให้ทั่วใบหน้า  แล้วขัดถูให้ทั่ว  ขัด 5 นาท  ทิ้งไว้อีก 5 นาที แล้วล้างออก ทำเดือนละ
ครั้งกำลังดี คล้ายๆ กับการสครับหน้านั้นเอง

 


❀10นิสัยทำร้ายสมอง ❀

1.ไม่ทานอาหารเช้า
การไม่ทานอาหารเช้า เป็นสาเหตุให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ และทำให้
สมองเสื่อมได้

2.กินอาหารมากเกินไป

การกินในจำนวนที่เยอะเกินพอดี  เป็นต้นเหตุทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว 
เป็นสาเหตุให้เกิดโรคความจำสั้น

3.การสูบบุหรี่

เป็นสาเหตุของโรคสมองฝ่อ และเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์


4.ทานของหวานมากเกินไป
มีผลทำร้ายสมอง   เพราะการทานหวานมากไป   จะขัดขวางการดูดโปรตีนและสาร
อาหารที่เป็นประโยชน์ ทำให้ขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาสมอง

5.การอดนอน

คนที่อดนอนเป็นเวลานานจะทำให้เซลล์สมองตายได้  ส่วนการนอนหลับ  จะทำให้
สมองได้พักผ่อน


6.มลภาวะ
สมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกาย    การสูดเอาอากาศที่เป็นมลภาวะ
เข้าไป จะทำให้ออกซิเจนในสมองมีน้อย ส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง ๆ

7.ขาดการใช้ความคิด

การคิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการฝึกสมอง การขาดการใช้ความคิดเป็นเวลานานเป็นต้น
เหตุของอาการสมองฝ่อ

8.เป็นคนไม่ค่อยพูด

ทักษะทางการพูดจะเป็นตัวแสดงถึงประสิทธิภาพของสมอง ถ้าไม่ค่อยพูดจากับคน
อื่นสมองก็จะไม่ได้แสดงประสิทธิภาพเท่าที่ควร

9.นอนคลุมโปง

การนอนคลุมโปง เป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้น และลดออกซิเจนให้
น้อยลงส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง

10.ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย

การทำงานหรือเรียนขณะที่กำลังป่วย   จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมอง
ลดลง เหมือนกับการทำร้ายสมองไปในตัว


❀กระเจี๊ยบแดง-พุทราจีน ลดไข้มันในเลือด ❀

          สรรพคุณของกระเจี๊ยบแดง   ช่วยลดไขมันในหลอดเลือด   ลดความดันเลือด
ลดความข้นในกรณีที่เลือดหนืด   ป้องกันเส้นเลือดเสื่อมสภาพ  ช่วยให้ตับหลั่งน้ำดี
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยย่อยอาหาร ขับปัสสาวะ และลดน้ำหนัก 

          สรรพคุณพุทราจีน มีประโยชน์ช่วยบำรุงเลือด   ลดโอกาสเสี่ยงผนังเส้น
เลือด
แข็งตัว ป้องกันหลอดเลือดหัวใจและสมองตีบตัน 

          ขั้นตอนการทำ   กระเจี๊ยบแดง     พุทราจีน ในสัดส่วนที่เท่ากัน   จากนั้น
นำไป
ต้มกับน้ำสะอาดในปริมาณที่พอเหมาะ เติมน้ำตาลทรายแดงลงไปเล็กน้อย  เมื่อน้ำ-
ตาลทรายแดงละลายก็เป็นอันเสร็จ  สามารถเติมน้ำแข็งเพื่อเพิ่มความสดชื่นและดื่ม
ได้ทันที หรือแช่ตู้เย็นเก็บไว้ดื่มได้ 



❀มะขามเปียก ❀
            มะขามเปียกผสมน้ำอุ่น และนมสดให้เข้ากัน พอกบริเวณผิวหนัง โดยเฉพาะ
บริเวณที่เป็นรอยด้าน เช่น ตาตุ่ม ข้อศอก ฝ่ามือ  ที่มีรอยกร้านดำ   และบริเวณรักแร้ 
ขาหนีบ ทิ้งไว้ประมาณ  3-5 นาทีแล้วล้างออก     เพื่อให้ผิวหนังที่เป็นรอยดำจางลง 
ทำให้ผิวขาวนุ่มนวลขึ้น และนมสดจะช่วยบำรุงผิว ให้นุ่มได้   

 

❀5 ยอดอาหารบำรุงสมองก่อนสอบ❀

ปลาซาร์ดีน อุดมด้วยโอเมก้า3 ปริมาณสูง กรดไขมัน DHA ในโอเมก้า 3 สำคัญ
ต่อการพัฒนาสมองส่วนความจำ และการเรียนรู้ ทั้งยังพบว่า กรดไขมันชนิดนี้เป็น
ส่วนประกอบของเซลล์สมองถึง 65%   ซึ่งร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเอง  แต่ได้
จากอาหารที่บริโภค เช่น ปลา นอกจากนี้การรับประทานปลาซาร์ดีนเป็นประจำยัง
สามารถลดความเสี่ยงจากโรคหลอดเลือดและหัวใจได้ สำหรับเมนูแนะนำทำง่าย 
อาทิ ปลาซาร์ดีนผัดซอสมะเขือเทศ ข้าวผัดปลาซาร์ดีน พาสต้าปลาซาร์ดีน 

ไข่ ภายในบรรจุโคลีนสารที่จำเป็นในการสร้างเซลล์สมอง มีผลต่อประสิทธิภาพ
การเรียนรู้ ซึ่งไข่แดงจัดเป็นอาหารที่ให้โคลีนมากที่สุดชนิดหนึ่ง   นอกจากนี้  ยัง
ช่วยลดการเสื่อมของเซลล์สมองซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคอัลไซเมอร์ด้วย

ข้าวโอ๊ต โดยฟอสฟาติดิลโคลีนที่พบในเลซิติน จะช่วยด้านความจำ  นอกจากนี้ 
ข้าวโอ๊ตยังเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานสูงไขมันต่ำ มีวิตามิน   เกลือแร่ 
และเส้นใยมาก ช่วยลดระดับน้ำตาลในเส้นเลือดทำให้ไม่หิวระหว่างมื้อบ่อย ๆ

วอลนัต ประกอบด้วยโปรตีน ไฟเบอร์  รวมทั้งวิตามินบีที่ให้พลังงาน  และพัฒนา
การทำงานของสมอง    วอลนัตยังช่วยเพิ่มความสามารถของสมองจากการต้าน
สารอนุมูลอิสระไม่ให้ทำลายเซลล์สมองได้

กล้วย มีวิตามินบี 6   ช่วยให้การสื่อสารระหว่างกล้ามเนื้อกับเส้นประสาทเป็นไป
ได้สะดวก     ทั้งยังช่วยให้สมองผลิตสารเซโรโทนินที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายความ
วิตกกังวลได้

อย่างไรก็ตาม หากรับประทานเป็นประจำได้ยิ่งดี  มีประโยชน์    เพื่อสมองกระฉับ
กระเฉง ฟิตพร้อมสำหรับการเรียนรู้ทุกวัน

 

❀18 เคล็ดลับสุขภาพดี ❀


1. แอปเปิ้ล แตงโม กล้วย กีวีต้องระวัง
ผลไม้ทั้ง 3 ชนิดนี้มีประโยชน์มาก แต่ถ้าคุณกำลังทานยาปฏิชีวนะอยู่ ผลไม้พวกนี้

จะกลายเป็นโทษทันทีเพราะมันบูดในลำไส้ได้ง่าย  อาจจะทำให้เกิดอาการอักเสบ
ในระบบทางเดินอาหารได้

2. ผลไม้กับมื้ออาหาร
ก่อนทานอาหาร  ควรจะเรียกน้ำย่อยด้วยสับปะรดและมะละกอสัก 2-3 ชิ้น  ผลไม้ 2

ชนิดนี้มีเอนไซม์   ที่จะช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารมื้อหลักได้ง่ายขึ้น   และหลังจาก
ทานเสร็จแล้ว    ควรตบท้ายด้วยแอปเปิ้ลสัก 1 ชิ้น   เพื่อช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลายซึ่ง
จะทำให้จำนวนแบคทีเรียในช่องปากลดลง และช่วยให้เหงือกแข็งแรงด้วย

3. อย่าปล่อยให้หิว
ควรทานอาหารให้ตรงเวลาทุกวันแม้จะยังไม่รู้สึกหิวก็ตาม   เพราะเวลาที่เราหิวร่าง
กายจะหลั่งฮอร์โมนควมเครียดออกมา    ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้เป็นประจำก็จะทำ
ให้กลายเป็นเครียด และนำไปสู่โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเบาหวาน

4. เนื้อสัตว์กับผลไม้ไม่เข้ากัน
ถ้าทานน้อย ๆ ก็ไม่เป็นไร  แต่ถ้ามื้อไหนคุณทานเนื้อเป็นจำนวนมากแล้วควรจะงด
ผลไม้ไป   เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมดต้องใช้เวลานาน ส่วนผลไม้ซึ่งย่อยเร็วจะถูก
กักอยู่ในกระเพาะ จึงทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารได้

5. นาฬิกาชีวภาพ
หลักการสุขภาพดี   เราควรจะเข้านอนในเวลาเดียวกันทุก ๆ วัน แต่ส่วนใหญ่พอถึง

คืนวันศุกร์กับวันเสาร์เรามักจะนอนดึกเพราะถือว่าเป็นวันหยุด การทำอย่างนี้จะทำ
ให้ความเคยชินหรือที่เรียกว่าชีวภาพของร่างกายรวนเร   จึงไม่ต้องแปลกใจเลยที่
วันจันทร์เราจะง่วงนอนกว่าปกติ

6. ความเครียดทำลายผิว 
ถ้าอยากผิวสวย แก่ช้า  ดูอ่อนกว่าวัย  สิ่งแรกที่ต้องปรับคือความคิดของตัวเราเอง

พยายามคิดในทางบวก  มองโลกในแง่ดี  หลีกเลี่ยงความคิดที่ทำให้ตึงเครียดเพื่อ
ไม่ให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกทำลายตัวเราเอง

7. หลีกเลี่ยงภาชนะพลาสติก
เพราะความร้อนรวมทั้งรสชาติเผ็ด  เปรี้ยว เค็ม จากอาหารสามารถเข้าไปกัดเซาะ

สารสังเคราะห์ในพลาสติก ให้ละลายออกปะปนกับอาหารได้ตลอดเวลา และโดย
เฉพาะการใช้ภาชนะพลาสติกใส่อาหารเข้าอุ่นในเตาไมโครเวฟ   ยิ่งเป็นสิ่งที่ต้อง
หลีกเลี่ยง  เพราะเป็นการเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมเป็นอย่างมาก

8. อย่าประมาทอาการไอเรื้อรัง
หลังจากหายหวัดแล้ว    อาการไออาจจะยังไม่หายไป   แต่หลายคนมักจะไม่สน
ใจ

เพราะคิดว่าอาการไอเป็นเรื่องเล็ก ๆ    แต่ที่จริง    อาการไอเรื้อรังร้ายแรงกว่าที่คิด
เพราะมันอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส  ยาปฏิชีวนะ   ที่หมอให้มารักษาอาการหวัด
ไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้     วิธีหยุดอาการไอที่ได้ผลที่สุด    คือการดื่มน้ำบ่อย ๆ
เพื่อลดเสมหะในทางเดินหายใจ    และนอนหลับให้เพียงพอเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกัน
ของร่างกายทำงานได้เต็มที่

9. เท้าและข้อเท้าบวม
ถ้ามีอาการแบบนี้อย่าปล่อยไว้    เพราะฝ่าเท้าเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททั่วทั้ง
ร่างกาย    ถ้าบริเวณเท้ามีปัญหา   ก็จะส่งผลถึงร่างกายทุกส่วน   วิธีแก้ไขคือให้นั่ง
ยอง ๆ  ทุกวัน ๆ ละ 15 นาที   จ ากนั้นก็ขยับข้อเท้าไปข้างหน้า    และข้างหลังเพื่อ
ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น    หลังจากนั้นใช้แปรงขนนุ่ม ๆ    แปรงผิวหนังเบา ๆ 
โดยเริ่มจากฝ่าเท้าแล้วค่อย ๆ  ปัดไล่ขึ้นมาที่ข้อเท้า  น่อง   ต้นขา   ท้อง   แขนไป
จนสุดที่มือทั้งสองข้าง    (ยกเว้นผู้ที่เป็นเบาหวานเพราะเสี่ยงจะเกิดบาดแผล)  ตบ
ท้ายด้วยการอาบน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น   จะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น

10. งดเครื่องดื่มคาเฟอีน
เครื่องดื่มพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นชา หรือกาแฟ  ปกติก็ไม่ควรดื่มอยู่แล้ว   แต่ถ้าบังเอิญ
คุณเป็นโรคปวดหลัง   เครื่องดื่มพวกนี้จะเป็นศัตรูของคุณไปทันที  เพราะคาเฟอีน
จะไปลดการหลั่งสารเอนโดรฟิน    ซึ่งมีคุณสมบัติที่ช่วยลดอาการปวดตามอวัยวะ
ต่าง ๆ   อาการปวดของคุณก็จะไม่หายหรืออาจจะเป็นมากขึ้นด้วย

11. ดื่มน้ำเร็ว...อันตราย
ใคร ๆ ก็บอกว่าควรจะดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว   แต่ต้องค่อย ๆ ดื่มไปตลอดวัน   ไม่
ใช่ทั้งวันไม่ดื่มเลยแล้วมารวบยอดเอาในครั้งเดียว    เพราะการดื่มน้ำปริมาณมาก ๆ
ในครั้งเดียว    อาจทำให้เกิดอาการน้ำเป็นพิษเนื่องจากเลือดเจือจาง    และอาจทำ
ให้เป็นตะคริว   กล้ามเนื้อเกร็งตามมา    ยิ่งถ้าอาการเกร็งไปเกิดที่สมองหัวใจ   หรือ
ปอด ก็อาจจะทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้

12. แดดอ่อนตอนเช้า
แสงแดดยามเช้า    จัดว่าเป็นยาตามธรรมชาติ ที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของโดยไม่

ต้องเสียเงินซื้อ   นอกจากทำให้กระดูกแข็งแรงแล้วยังทำให้อารมณ์ดี    เพราะแสง
แดดอ่อน ๆ มีวิตามิน ที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขออกมาต่อต้าน
อาการซึมเศร้าในตัวเรา คนที่เดินเล่นรับแดดอ่อน จึงมีหน้าตาเบิกบานกว่าคนที่มัว
แต่หลบแดดอยู่ในบ้านมาก

13. เบาหวานอย่าทานไข่
ถ้าสมาชิกในครอบครัวคุณคนไหนเป็นเบาหวาน ควรให้เขางดไข่ไปเลย  
คนที่
เป็น
เบาหวานทานไข่อาทิตย์ละ 1 ฟอง  จะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจมากขึ้น

14. อยากผอมต้องน้ำเย็น
การดื่มน้ำเย็น 50 ออนซ์  จะช่วยเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นวันละ 50 แคลอรี ช่วย
ให้น้ำหนักลดลงปีละ  2.5 กิโลกรัม    เพราะเมื่อเราดื่มน้ำเย็น  ร่างกายต้องใช้พลัง
งานในการทำให้น้ำนั้นเปลี่ยนอุณหภูมิเป็นอุณหภูมิปกติก่อน    แล้วจึงนำไปใช้ได้
จึงเป็นการใช้พลังงานมากกว่าเดิม

15. สุขภาพดีทันทีที่ตื่น
ถ้าอยากดูแลสุขภาพพร้อมกับการเริ่มต้นวันใหม่   ทันทีที่ตื่นนอนสาว ๆ  ควรผสม

น้ำส้มสายชู    (ที่หมักจากผลแอปเปิ้ล)  กับน้ำผึ้ง  ในสัดส่วนเท่ากัน  ใส่น้ำอุ่นนิด
หน่อย   คนให้เข้ากันแล้วนำมาดื่ม   จะช่วยให้การดูดซึมของระบบลำไส้ และการ
เผาผลาญของร่างกายทำงานได้ดีตลอดวัน

16. ผู้ชายอย่าพลาดมะเขือเทศ
สำหรับหนุ่มที่กำลังเริ่มมีอาการเตะปี๊ปไม่ดัง  หรือกลัวว่าจะเป็นหมัน  มะเขือเทศ

คือผลไม้ที่คุณจะพลาดไม่ได้   เพราะมะเขือเทศสุกมีสารโคปีนสูงมาก    ช่วยให้
ต่อมลูกหมากทำงานได้ดี   ประสิทธิ์ภาพและสมรรถภาพต่าง ๆ จึงทำงานได้เป็น
ปกติ     ถ้าผู้ชายทานมะเขือเทศอย่างน้อยอาทิตย์ละ 10 ผล      หรือมากกว่านั้น
ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ก็จะน้อยลง 45 เปอร์เซ็นต์  ที่สำคัญควร
จะทานแบบสุก ๆ เช่น ทานเป็นน้ำพริกอ่อง  สปาเก็ตตี้  เพราะเวลามะเขือเทศถูก
ความร้อนมันจะปล่อยสารไลโคปีนออกมามากขึ้น

17. ป้องกันกรดในกระเพาะอาหาร
สำหรับที่ท้องอืดบ่อย   ควรลดปริมาณการดื่มน้ำผลไม้เข้มข้นอย่างเช่น  มะนาว
ส้ม  ส้มโอ  เกรฟฟรุต หรือน้ำมะเขือเทศสดนั่น   เพราะน้ำพวกนี้มีกรดมากทำให้
ท้องอืด  หรือถ้าเสพติดไปแล้วอดไม่ได้จริง ๆ  ก็อาจจะทำให้เจือจางลงด้วยการ
ผสมน้ำมาก ๆ 

18. หลบอัลไซเมอร์ด้วยเกม
ถ้าไม่อยากเป็นอัลไซเมอร์หรือเป็นโรคขี้หลงขี้ลืม    สาว ๆ ควรจะฝึกสมองด้วย

การเล่นเกมที่ต้องใช้สมาธิ   เช่น   ปริศนาอักษรไขว้   เกมในคอมพิวเตอร์   หรือ
อาจจะทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิ  อย่างเรียนดนตรี  เล่นหมากรุก เป็นต้น เพราะ
เกมเหล่านี้จะช่วยให้ระบบประสาททำงานเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ


 


❀เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับวิตามินเอ❀

แหล่งที่พบวิตามินเอ   พบมากในน้ำมันตับปลา ผักมีสีเหลือง สีส้มต่างๆ รวมไป
ถึงสีเขียวเข้ม   เช่น แครอท ผักโขม และหัวบีทรูท

ประโยชน์ของวิตามินเอ

- ช่วยบำรุงสายตา และแก้โรคตามัวตอนกลางคืน         
- ช่วยให้กระดูก ผม ฟัน และเหงือกแข็งแรง         
- สร้างความต้านทานให้แก่ระบบหายใจ
- ช่วยสร้างภูมิชีวิตให้ดีขึ้น และทำให้หายป่วยเร็วขึ้น    
- ช่วยในเรื่องของผิวพรรณ ลดอาการอักเสบของสิว ช่วยลบจุดด่างดำในวัยสูงอายุ     
- ช่วยบรรเทาโรคเกี่ยวกับไทรอยด์


❀ชวนกันไปล้างพิษ ❀

         คุณเคยบ้างไหม...รู้สึกเหนื่อยล้าเป็นเวลายาวนาน  ไร้พลังกายใจ  ไม่สามารถ
รวบรวมสมาธิทำงานได้นาน ๆ   ซึมเศร้า   ขาดชีวิตชีวา    มีปัญหาผิวหนัง   ปวดหัว
หรือเป็นไข้บ่อย ๆ

        ร่างกายของคุณอาจกำลังสะสมพิษไว้ในตัวมากเกินไปแล้ว   อากาศที่เราหาย

ใจหรืออาหารที่เรากินเข้าไป    ล้วนแล้วแต่เป็นตัวการสำคัญในการสะสมทั้งนั้น  ซึ่ง
เราจะต่อต้านมันได้ด้วยการขจัดพิษเพื่อให้ร่างกายสะอาด  สดชื่น  มีพลังเพิ่มขึ้น


อาการต่างๆที่บอกว่ามีพิษไปสะสมอยู่ที่ไหนบ้าง??


☆ถ้าเป็นบริเวณลำไส้ใหญ่ และลำไส้เล็ก

อาการ   
มักจะท้องผูก  ท้องอืด ท้องเสีย บ่อย ๆ    ซึ่งเป็นเพราะเรากินอาหารที่ไม่ค่อยมีประ-
โยชน์  ไม่ถูกส่วน  เครียด   ใช้ยาพวกแอนตี้ไบโอติกบ่อย   ดื่มสุราเป็นประจำ   หรือ
ดื่มน้ำน้อยไป   
อาหารที่จะช่วยได้ 
คือผักใบเขียวที่มีคลอโรฟีลล์มาก ๆ หรือนมเปรี้ยวที่มีแล็กโตบาซิลลัส
         

☆ถ้ามีปัญหาผิวหนังต่าง ๆ
อาการ
เป็นผื่นแพ้บ่อย ๆ ลิ้นขม ปวดศีรษะ อารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ เหนื่อยล้า นั่นแสดงว่าตับกับ
ไตทำงานหนักเกินไปแล้ว เพราะกรองของเสียเก็บไว้เยอะ 
อาหารที่จะช่วยได้
องุ่น  จะช่วยทำความสะอาดตับไตและผิวหนังได้

☆พิษที่สะสมในระบบทางเดินหายใจ

อาการ 
จะทำให้เป็นหวัดบ่อย ๆ  ไอ   เจ็บคอ   ต่อมทอนซิลอักเสบ  มีเซลลูไลท์  ขาดน้ำ มี
ปัญหาเรื่องผิวหนัง 
อาหารที่จะช่วยได้
กระเทียม และวิตามินซีจะช่วยดูแลระบบทางเดินหายใจ

ขจัดพิษกันเถอะ

   
        การล้างพิษในร่างกาย มีวิธีการต่าง ๆ เช่นสวนล้างลำไส้ด้วยกาแฟ หรือการอด

อาหาร และการเลือกกินอาหาร รวมทั้งการปฏิบัติตัวเพื่อการล้างพิษ  เช่น
         
        - อดอาหาร หรือดื่มน้ำผัก น้ำผลไม้ 2-3 วัน เช่นดื่มน้ำอ้อยผสมน้ำมะนาว หรือ

สวนด้วยกาแฟ   ไม่จำเป็นต้องดีทอกซ์ แบบ สวนกาแฟที่กำลังแพร่หลายกัน  เพราะ
บางคนอาจแพ้กาแฟ หรือไม่มีความรู้จริงเรื่องการทำ การดูแลความสะอาด ปริมาณ
ของกาแฟที่ใช้   หรือ   ถ้าน้ำกาแฟไม่อยู่ในลำไส้นานถึง 10 นาที    ก็เท่ากับเป็นการ
สวนอุจจาระเฉย ๆ    และลำไส้บางคนอาจเป็นแผล คนที่จะทำได้ต้องไม่มีโรคหัวใจ
ความดันโลหิต หรือไต

        - กินอาหารที่มีประโยชน์   เช่น  ข้าวกล้อง  ข้าวมันป  ธัญพืช   ผัก   เต้าหู้ 10 

วัน   พยายามลดเนื้อสัตว์ นม  ไข่  กะทิ  ของหวาน ร่างกายเราจะได้อาหารที่บริสุทธิ์
ไปสร้างเม็ดเลือดที่บริสุทธิ์ 10 วันที่ถ่ายออกไปก็เท่ากับขับพิษหรือของเสียออกไป
        
  
      - เลือกอาหารธรรมชาติ   เลี่ยงอาหารที่ผ่านกระบวนการมาก ๆ   เนื้อสัตว์สีแดง

เหล้าเบียร์   ผลิตภัณฑ์จากนม น้ำตาล น้ำผึ้ง ชา กาแฟ อาหารกระป๋อง ที่แพ็กมาเป็น
ห่อ ๆ ฟาสต์ฟู้ด   หรือวางอยู่บนชั้นนานแล้ว   พวกซอสมะเขือเทศ   มายองเนส   ลด
อาหารพวกไข่ ไก่ ผลไม้   น้ำสลัด และน้ำส้มสายชู ข้าวขัดขาว

        - กินผักดิบสด ๆ ดีกว่า   เพราะจะช่วยให้เซลล์ต่าง ๆ ทำงานได้ดี โดยเฉพาะ

ผักที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ เช่น แครอต มะเขือเทศ บีทรูท รวมทั้งผักใบเขียวต่าง
กินเต้าหู้และนมถั่วเหลือง ปรุงรสชาติและกลิ่นอาหารด้วยกระเทียม ขิง สมุนไพรต่าง
หันมากินเนื้อปลา   โดยเฉพาะพวกปลาน้ำลึก   ข้าวหรือพวกแป้งไม่ขัดขาว เช่นข้าว
กล้อง ข้าวฟ่าง ข้าวสาลี  มันฝรั่ง  ลูกเดือย    ถ้าอยากกินสลัดผักควรทำเองจะดีกว่า
เพราะเราเลือกได้ว่าจะซื้อผักปลอดสารพิษมาทำ ล้างสะอาดแค่ไหนก็รู้ด้วยตัวเอง

  
      - เพิ่มน้ำ   ร่างกายต้องการน้ำด้วย  ถ้ามีน้ำน้อยเกินไป ก็จะไปขอน้ำจากลำไส้

มาใช้ ซึ่งทำให้ของเสียที่อยู่ในล้ำไส้แห้งลงไป กระบวนการขับถ่ายออกจากร่างกาย
ช้าลงสารพิษก็จะถูกดูดซึมกลับสู่ร่างกายอีก

        - กระตุ้นระบบทางเดินอาหาร   ด้วยการเริ่มจากน้ำอุ่น ๆ ในตอนเช้า  อาจจะ

เป็นน้ำผลไม้เช่นน้ำมะนาว ช่วงกลางวันดื่มน้ำอุณหภูมิปกติให้ได้ 6-8 แก้ว  เปลี่ยน
จากชากาแฟ เป็นชาสมุนไพรแทน

        - ทำน้ำผักน้ำผลไม้ดื่มเอง   น้ำมะเขือเทศมีวิตามินซีสูง  น้ำบีทรูท   แครอท 

และเซเลอรี่ เป็นน้ำผักที่บำรุงตับ ถ้ารสชาติไม่อร่อย  เติมน้ำสับปะรด  หรือน้ำผลไม้
อื่น ๆเพื่อปรุงรสสักนิด    ไม่ควรเติมน้ำผลไม้รสหวานมากไป   หรือดื่มน้ำผลไม้มาก
กว่าวันละ1 แก้ว เพราะว่ามีน้ำตาลผสมอยู่เยอะ ดื่มน้อย ๆ ดีกว่า

  
      - ออกกำลังกายบ้าง   การได้เคลื่อนไหวร่างกาย     เท่ากับช่วยการไหลเวียน

ของเลือดให้เลือดขนส่งออกซิเจนและสารอาหารที่มีคุณค่าได้ดีขึ้น และการทำงาน
ของระบบหายใจก็จะดีขึ้นด้วย

         - เลือกเดินหรือจ๊อกกิ้ง ขี่จักรยาน แอโรบิก โยคะ ใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมงหรือ
45นาทีต่อวัน อาทิตย์ละ 3-5 วัน

  
       - หัดหายใจ    เชื่อไหมว่าเรายังหายใจกันไม่ค่อยถูกต้อง   หัดหายใจใหม่ ถ้ายัง

หายใจตื้น ๆ สั้น ๆ อยู่ พยายามหายใจให้ยาวขึ้น และหายใจช้าๆ นับ 1 ถึง 4   ในการ
หายใจเข้าออก 1 ครั้ง  การหายใจเข้าลึกๆทำให้เราสูดเอาออกซิเจนเข้าไปได้เต็มที่
และหายใจออกยาว ๆ ก็จะช่วยการขับคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากขึ้น

        -
 ขัดผิวผ่อง   การขัดผิวนอกจากเพื่อบำรุงบำเรอความงามแล้ว ยังช่วยปรับการ

ไหลเวียนและช่วยยักย้ายถ่ายเทพิษที่สะสมไว้ในเนื้อเยื่อ สู่กระแสเลือด  เพื่อขับถ่าย
ออกไป ใช้แปรงด้ามยาวที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติ ขัดผิวสัก 5 นาทีก่อนอาบน้ำ หรือ
นานกว่านั้นเล็กน้อยก็ได้

         เริ่มจากการขัดเท้า น่อง ไปสู่ต้นขา ขัดเหนือสะโพก และขึ้นไปกลางหลังไล่ไป

ที่ต้นแขน ไปที่ไหล่ ลงไปที่อก ตรงไปสู่หัวใจ และขัดจากหลังคอลงมา  สุดท้ายก็ขัด
วนเป็นวงตามเข็มนาฬิกาแถว ๆ ท้อง เพื่อกระตุ้นการทำงานของลำไส้

  
      - ล้างใจให้สะอาด  อารมณ์ที่ไม่เบิกบาน ความโกรธ เสียใจ เครียด เศร้าซึม จะ

ทำให้ร่างกายเราหลั่งสารที่มาทำร้ายตัวเราเองมากขึ้น    ระหว่างกระบวนการขจัดพิษ 
พยายามละลายอารมณ์เสีย ๆ เหล่านี้ทิ้งไปแล้ว

        - เปลี่ยนวิธีคิดสร้างสิ่งดี ๆ ให้เกิดกับจิตใจ เช่น  หัดช่วยเหลือคนอื่น ให้อภัย 
ยอมแพ้ ลองมองโลกในแง่ดี

        - ทอดสายตามองทัศนียภาพอันน่ารื่นรมย์  สักวันละ 15 นาที


  
  

อาการระหว่างล้างพิษ 
  
          อย่าตกใจถ้ามีอาการเหล่านี้  เช่น ปวดศีรษะ มีเม็ดสิวขึ้น  มีผื่นที่ผิวหนัง  ปวด

กล้ามเนื้อ ปวดข้อ หงุดหงิด อ่อนเพลีย อารมณ์แปรปรวน เหนื่อยล้า ท้องอืด กลิ่นตัว
และลมหายใจไม่สะอาด อาการเหล่านี้เกิดเพราะร่างกายกำลังกำจัดของเสีย ออกไป 
อาการจะเป็นราว ๆ 3 สัปดาห์แล้วค่อย ๆ หายไป


ผู้ที่ยังไม่ควรใช้วิธีล้างพิษ!!


-  เหนื่อยอ่อนล้าเพราะทำงานหนัก หรือกำลังอยู่ในช่วงเครียดจัดเกินไป ไม่สบาย 
-  เพิ่งหายไข้หายหวัด หรือมีอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับตับ ไต 
-  โรคเบาหวาน ตั้งครรภ์   หรืออยู่ในระหว่างการให้นม   หรืออยู่ในระหว่างการกินยา

   รักษาโรคอยู่    ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อน


ข้อควรระวัง!!   


-   ถ้าใช้ช่วงเวลาในการขจัดพิษนานเกินไป ก็จะทำให้ร่างกายขาดน้ำ
-   การดื่มน้ำผักน้ำผลไม้ปริมาณมาก ๆ อาจจะทำให้ถ่ายท้องมากเกินไป
-   ถ้าร่างกายได้รับวิตามินซีมากเกินไป  จะไปทำร้ายไตได้   นอกจากนี้ยังไปช่วย

    กระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระมากขึ้นไปอีก
-   อย่าวิตกกังวลเกินเหตุว่า ร่างกายเราได้รับพิษอันมหาศาล หรือเคร่งเครียด เอา
    เป็นเอาตายกับการขจัดพิษมากเกินไป    เพราะแทนที่ผลออกมาจะสบาย  กลับ
    ให้ผลตรงกันข้าม     ถ้ารู้ตัวว่าเป็นคนซีเรียส ท่องไว้เบา ๆ ว่า..."อย่าซีเรียส" 


        ****ถ้าสามารถจัดสรรเวลาให้ตัวเองอยู่ในกระบวนการขจัดพิษใน 1 เดือน แล้ว

จะรู้สึกว่าร่างกายสดชื่นขึ้น ผิวหนังสะอาดขึ้น ดวงตาสดใส ท้องผูกน้อยลง  น้ำหนัก
ลด อารมณ์มั่นคงขึ้น และลดระดับความวิตกกังวลไปได้ดีทีเดียว 


❀5 วิธียืดตัว...ให้ตัวสูง❀

1. กระโดดเชือก 600 ครั้ง    หรือ ออกกำลังที่มีการยืดใช้เวลาประมาณ 30 นาที 
(เช้า - เย็น) ถ้าหากเบื่อวิธีที่กล่าวมาก็เต้นแอโรบิค หรืออะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับการเต้น
ออกกำลังกายแบบเคลื่อนไหวก็ใช้ได้เหมือนกัน     ใช้เวลาติดต่อกัน 30 - 60 นาที 
(ว่ายน้ำ  วิ่งช้า ๆ ขี่จักรยาน บาสเกตบอล เทนนิส  เดินเร็ว  และอื่นที่มีการกระโดด) 
ก็ได้ทำให้สูงได้เหมือนกัน

2. ดื่มนมวันละ 2 แก้ว หลังอาหาร (เช้า - หลังอาหาร) เพราะนมวัวอุดมไปด้วย

แคลเซียมและสารอาหารต่างๆ เท่านั้น และยังมีสารอาหารบางอย่างที่ทำให้สูงขึ้น
หรือทำให้ร่างกายใหญ่ขึ้นนั้นเอง      เป็นสารอาหารที่สำคัญอย่างมากสำหรับคนที่
ต้องการสูงขึ้น

3. นอนเวลาประมาณ 3 ทุ่มขึ้นไป    แต่ห้ามนอนหลังเที่ยงคืน และนอนให้เพียง

พอ  (เพราะฮอร์โมนความสูงจะหลั่งตั้งแต่ เที่ยงคืน ถึง ตี 5)

4. กินอาหารให้ครบ 3 มื้อ (เช้า กลางวัน เย็น) สารอาหารให้ครบ 5 หมู่


5. งดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอลฮอล์    และ น้ำอัดลม บุหรี่ เพราะมีโอ

กาสเป็นไปได้ค่อนข้างสูง ที่จะทำให้มีโอกาสสูงได้น้อยลงได้เหมือนกัน

          ถ้าคุณทำตาม 5 ข้อที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ภายใน 1 เดือน (30 วัน) รับรองได้ว่า

คุณจะสูงเพิ่มอีกเฉลี่ยเดือนละ 1.30 เซนติเมตร(แต่ต้องทำทุกวัน)

 


❀9 วิธีง่าย ๆ แก้ไข ท้องผูก❀

    1. ดื่มน้ำเมล็ดแมงลักแช่น้ำ โดยใช้เมล็ดแมงลัก 2 ช้อนชา แช่น้ำให้พองเต็ม
ที่ในน้ำเปล่า 1 แก้ว ( 250 ซีซี ) แล้วดื่ม

     2. กินมะละกอสุกประมาณ 1/4 ลูก


     3. ดื่มน้ำอุ่น 3–4 แก้ว ( 750–1,000 ซีซี ) ขณะท้องว่าง หรือเพิ่งลุกจากที่นอน

และควรดื่มภายใน 10–15 นาที ทั้งนี้ควรดื่มในขณะยืน  เพื่อไม่ให้รู้สึกจุก    หรือดื่ม
ตอนเดินไปมาเพื่อให้ลำไส้ขยับตัว

     4. รับประทานลูกพรุนแห้งก่อนเข้านอน  แต่ไม่ควรกินมากและบ่อยเนื่องจาก

มีปริมาณน้ำตาลสูง

     5. ดื่มน้ำมะขามเปียกเข้มข้น ประมาณ 1 แก้ว ดูปริมาณที่เหมาะสมกับตนเอง


     6. ฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลา และไม่ควรกลั้นอุจจาระจนติดเป็นนิสัย 


     7. หมั่นเดินออกกำลังกาย ประมาณ 20–30 นาที จะช่วยให้ระบบลำไส้ทำงาน

ได้ดีขึ้น

     8. ลองนวดบริเวณลำไส้ใหญ่   โดยนวดที่บริเวณใต้สะดือใช้มือนวด  วนตาม

แนวลำไส้ใหญ่ (ทวนเข็มนาฬิกา) ทำสักพักจะรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำ

     9. เปลี่ยนท่านั่งในการเข้าห้องน้ำ  เพื่อให้ขับถ่ายดีขึ้น โดยให้นั่งยอง ๆ แบบ

ส้วมหลุม เนื่องจากจะทำให้ลำไส้ใหญ่ส่วนปลายอยู่ในลักษณะตรง   ทำให้ขับถ่าย
ได้ง่ายและไม่มีอุจจาระเหลือค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่    แต่ถ้าเป็นชักโครก เวลานั่งให้
หากล่องหรือถังขยะมาวางเท้า เพื่อให้เข่ายกสูงขึ้น


❀การลดเลือนริ้วรอย ที่สาวๆ อาจจะคาดไม่ถึง ❀

นอนหงาย 
          การนอนในท่าใดท่าหนึ่งเพียงท่าเดียวทุกๆ คืนจะทำให้หน้ายับ ก่อนจะกลาย

เป็นริ้วรอยที่เห็นได้ชัดบนผิวหน้า    และไม่เลือนหายไปแม้ว่าคุณจะลุกขึ้นมาแล้วก็
ตาม    โดยการนอนตะแคงข้างจะเพิ่มริ้วรอยที่แก้มและคาง ขณะที่การนอนคว่ำจะ
ทำให้เกิดรอยย่นบนหน้าผาก   ฉะนั้นเพื่อลดการก่อตัวของริ้วรอย     ควรเปลี่ยนมา
เปลี่ยนมานอนหงายแทน แม้ว่าอาจจะไม่ชินในช่วงแรก  และเผลอพลิกไปนอนใน
ท่าที่เคยชินตอนหลับไปแล้ว    แต่ก็ยังดีกว่านอนตะแคง   หรือนอนคว่ำอย่างเดียว
โดยไม่เปลี่ยนท่าเลยตลอดคืน

รับประทานปลามากขึ้น
        แนะนำให้ทานปลาแซลมอน  เพราะเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี   และยังอุดมไปด้วย

วิตามินที่ดีต่อผิว     เพราะว่ามีส่วนประกอบของกรดไขมันจำเป็นคือ  กรดไขมันโอ
เมก้า-3 ซึ่งทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น ยืดหยุ่น เด้งดึ๋ง และดูอ่อนเยาว์ รวมถึงช่วยลดเลือน
ริ้วรอยด้วย    หรือจะทานปลาสวาย ราคาไม่แพง แต่อุดมด้วยกรดไขมันโอเมก้า -3 
ไม่แพ้ปลาชนิดอื่น

เลิกหยีตา-หาแว่นมาใส่ด่วน
        การขยับกล้ามเนื้อบนใบหน้าซ้ำๆ เช่นการหยีตา จะทำให้กล้ามเนื้อบนใบ
หน้า

ต้องทำงานหนักเกินไป และทำให้เกิดร่องลึกที่ชั้นใต้ผิวหนัง ซึ่งจะพัฒนาไปเป็นริ้ว
รอยถาวร ฉะนั้นทำตาโตๆ กันเข้าไว้ โดยการใส่แว่นสำหรับอ่านหนังสือ (ถ้าจำเป็น
ต้องใช้ เพราะสายตาสั้น)   รวมถึงควรใส่แว่นกันแดดเพื่อปกป้องผิวหนังรอบๆ ดวง
ตาไม่ให้ถูกแสงแดดทำร้าย   และเพื่อคุณจะได้ไม่ต้องหยีตาหลบแดดอีกด้วย

ผิวสวยด้วยกรดผลไม้
         เพราะกรดผลไม้ช่วยลอกเซลล์ของชั้นผิวหนังที่ตายแล้วให้หลุดออกไป   จึง

ช่วยลดเลือนริ้วรอยจางๆ และลึกๆ ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งริ้วรอยรอบๆ ดวงตา โดย
กรดผลไม้ที่มีความเข้มข้นสูง จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้อีกด้วย

เปลี่ยนจากกาแฟมาเป็นโกโก้
         โกโก้มีสาร 2 ชนิด คือ เอพิคาเตซิน และคาเตซิน  ซึ่งช่วยปกป้องผิวจากการ

ทำร้ายของแสงแดดทำให้การหมุนเวียนของเลือดเข้าสู่เซลล์ผิวหนังได้เร็วขึ้นช่วย
เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ทำให้ผิวนุ่มเนียนมากขึ้น

อย่าล้างหน้าบ่อยเกินไป
         น้ำประปาจะรบกวนน้ำมันที่ผิวหนังสร้างขึ้นตามธรรมชาติ   ซึ่งช่วยปกป้องผิว

ไม่ให้เกิดริ้วรอย   ดังนั้นการล้างหน้าบ่อยๆ  จะล้างสิ่งที่ปกป้องผิวหนังออกไป  ควร
เลือกสบู่ที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์ที่ปกป้องผิว  หรือคลีนเซอร์แทน

ใช้วิตามินซีชนิดทา
       ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Tulane และผลการศึกษาจากที่อื่นพบว่า วิตามิน

ซีสมารถเพิ่มการผลิตคอลลาเจน ช่วยปกป้องผิวจากการทำร้ายของรังสียูวีเอและยูวี
บี ทำให้ปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอลดลง รวมถึงทำให้ภาวะผิวหนังอักเสบมีอาการดีขึ้น
แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับวิตามินซีที่ใช้ด้วย ปัจจุบันพบว่า กรดแอล-เอสคอร์บิก สามารถลด
ริ้วรอยได้มากที่สุด

กินถั่วเหลืองมากขึ้น
        ถั่วเหลืองช่วยปกป้องหรือเยียวยาผิวที่ถูกแสงแดดทำร้ายได้   อาหารเสริมที่มีถั่ว

เหลืองเป็นส่วนประกอบพื้นฐานชนิดหนึ่ง ซึ่งมีวิตามินต่างๆ โปรตีนจากปลา  และสาร
สกัดจากชาขาว เมล็ดองุ่น และมะเขือเทศเป็นส่วนประกอบด้วย ช่วยทำให้โครงสร้าง
ของผิวดีขึ้นภายใน 6 เดือน

ดูแลผิวด้วยวิธีการที่ถูกต้อง 
        ถ้าคุณต้องการรักษาผิวให้ดูอ่อนเยาว์  ควรเริ่มต้นการดูแลอย่างถูกต้อง  ด้วยวิธี

ที่คุณอาจจะเคยได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่เคยทำเลย ดังนี้
        - หลีกเลี่ยงแสงแดด
        - ทาครีมกันแดด
        - ไม่สูบบุหรี่
        - บำรุงผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์




❀มือใหม่หัดเขียน (คิ้ว)❀

สำหรับวิธีเขียนแบบดินสอ   เริ่มจากเลือกสีดินสอที่อ่อนกว่าสีผม 1 ระดับ สีดำเดี๋ยว
นี้ก็มีดำหลายระดับ   เลือกสีไม่เข้มมากจะปลอดภัยที่สุด    

สำหรับการเขียน   ให้เริ่มเขียนจากกึ่งกลางคิ้วก่อน   เพราะส่วนที่เข้มที่สุดของคิ้วจะ
เป็นส่วนหาง  ให้สาวๆค่อยระบายตามรูปคิ้วของเราไปเรื่อย ๆ  ให้หางเรียวแหลมไป
เรื่อย ๆ   และวาดออกมาจากหางคิ้วเดิมเล็กน้อย   โดยวัดจากให้ดินสอวางไปบนใบ
หน้าให้มุมปาก- หางตาอยู่ในเส้นเดียวกัน  แล้วเราจะได้จุดที่ต้องวาดคิ้วให้ยาวออก
มา   จนถึงจุดที่อยู่ในแนวเดียวกับมุมปากและหางตา    ส่วนหัวคิ้ว  ให้วาดอย่างเบา
มือไปตามรูปคิ้ว    โดยควรให้ระยะห่างระหว่างคิ้วซ้ายและขวา    พอดีกับสันจมูกไม่
ชิดและไม่ห่างมากกว่าหัวตาและที่สำคัญ  ต้องดูให้คิ้วทั้งสองข้าง มีรูปทรงที่เหมือน
กันและอยู่ในระดับเดียวกัน

ไข้ร่วมด้วย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น